โรคเอดส์ และการติดเชื้อเอชไอวี สามารถรักษาได้หรือไม่

ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสเอชไอวี ซึ่งสามารถลดปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวี จนทำให้ผู้ป่วยแข็งแรงใกล้เคียงกับคนปกติได้ แต่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด จึงจำเป็นต้องกินยารักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การเริ่มยาต้านไวรัสเอชไอวี ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์

การกินยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ และตรงต่อเวลา มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะส่งผลให้มีระดับยาในกระแสเลือดสม่ำเสมอ สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะใดๆ ที่ทำให้ระดับยาในเลือดลดลง เช่น การขาดยา รับประทานยาไม่ตรงเวลา หรือไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง จะทำให้เชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้โรคต่าง ๆ กำเริบง่ายขึ้น

การลดปริมาณไวรัสเอชไอวีให้น้อยที่สุด เป็นสิ่งสำคัญที่จะป้องกันการเข้าสู่ระยะเอดส์และการเสียชีวิต

นอกจากนี้ การกินยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะดื้อยา ซึ่งถ้าเกิดภาวะดื้อยาแล้ว จะทำให้เหลือสูตรยาที่จะรักษาได้ มีจำนวนน้อยลง การกินยาสูตรแรกในการรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาระยะยาว

การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เมื่อมีปัญหาจากการรับประทานยา ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง และเนื่องจากยาต้านไวรัสเอชไอวี อาจมีปฏิกริยากับยาอื่น ๆ ได้ จึงไม่ควรซื้อยารับประทานเอง และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งที่ต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วย

นอกจากยาต้านไวรัสเอชไอวีแล้ว อาจมียาอื่น ๆ ที่ต้องรับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ของผู้ป่วย

ในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี แพทย์จะนัดตรวจติดตามการรักษาเป็นระยะ เพื่อประเมินอาการทางร่างกายและผลข้างเคียงของยา จากการซักถามและตรวจร่างกาย สำหรับผู้ป่วยเด็กจะต้องมีการติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการร่วมด้วย นอกจากนั้นจะมีการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา และเฝ้าติดตามการดำเนินโรค โดยตรวจดูระดับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 และระดับเชื้อไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือด ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงผลของการรักษา

เป้าหมายของการรักษา ผู้ป่วยควรมีระดับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เพิ่มขึ้นจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ และตรวจไม่พบเชื้อไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือด

สำหรับผู้ป่วยที่ล้มเหลวในการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจะตรวจพบว่า มีระดับเชื้อไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น หรือไม่ลดลงจนอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ หลังจากที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสระยะหนึ่งและต่อมาจะมีระดับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ลดลง จนกระทั่งมีอาการของภูมิคุ้มกันบกพร่อง การมาติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถเฝ้าระวังภาวะล้มเหลวจากการรักษาได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาต่อไป

การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์หรือติดเชื้อ HIV ดูแลได้ง่ายในปัจจุบัน

ส6

เมื่อสมัยก่อนใครที่มีญาติเป็นโรคเอดส์จะต้องปิดข้อมูลมิให้ใครรู้เพราะสังคมรังเกียจ ญาติใกล้ชิดก็รังเกียจกลัวติดโรคทำให้ผู้ป่วยหมดที่พึ่ง เป็นโรคก็น่าเห็นใจแล้วแต่สังคมยังรังเกียจทำให้ผู้ป่วยหมดกำลังใจ ปัจจุบันสังคมยอมรับมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่จะมีชีวิตประกอบกับความรู้เกี่ยวกับโรคนี้มีเพิ่ม การค้นพบยาต้านไวรัสเอดส์ใหม่ๆทำให้ผู้ป่วยมีอายุนานขึ้น หากท่านมีญาติหรือคนรู้จักติดเชื้อ HIV ท่านต้องอ่านเพื่อที่จะไปดูแลผู้ป่วย ให้มีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนนานขึ้นการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV เป็นความเครียดทั้งผู้ที่เป็นและผู้ดูแล ท่านต้องเข้าใจผู้ป่วย และท่านต้องติดตามความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการรักษาและการดูแล

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์หรือติดเชื้อ HIV ต้องการพึ่งตัวเอง ท่านต้องให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้ป่วยสามารถกำหนดตารางการทำงาน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ การผักผ่อน หากผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้อย่างเคร่งคัดก็จะสามารถมีสุขภาพที่ดี ต้องให้ผู้ป่วยหยุดสุรา บุหรี่ และยาเสพติด ผู้ป่วยที่นอนอยู่กับที่จะเกิดแผลกดทับโดยมากมักจะเกิดบริเวณก้น ส้นเท้า สะบัก หรือบริเวณที่กดทับนานเกินสองชั่วโมง วิธีป้องกันอาจจะใช้เตียงลมหรือเตียงน้ำ เตียงลมจะมีมอเตอร์เป่าลมเข้าไปและจะเลื่อนตำแหน่งที่กดทับ อาจจะใช้แผ่น gel หรือ form รองบริเวณที่กดทับ ผ้าปูเตียงต้องแห้งไม่มีรอยย่น ต้องมั่นนวดบริเวณที่กดทับเช่น ก้น สะโพก ข้อศอก ส้นเท้า หากพบว่าผิวหนังเริ่มมีรอยแดงหรือมีแผลต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ แม้ว่าผู้ป่วยที่นอนบนเตียงก็สามารถออกกำลังกายได้ โดยการที่ผู้ดูแลขยับแขน ขา ข้อทุกข้อให้ขยับให้มากที่สุดเพื่อป้องกันข้อติด และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังเนื้อเยื่อป้องกันแผลกดทับ หากผู้ป่วยหายใจลำบากก็ให้ผู้ป่วยนั่งเอาหมอนพิงหลัง(เตียงแบบของโรงพยาบาล) และหากมีเสมหะซึ่งไม่สามารถไอออกมาก็ช่วยโดยการเคาะปอดและดูดเสมหะ

การรักษาโรคเอดส์มีการพัฒนาตลอดมีการพัฒนายาใหม่ๆ และการใช้ยาร่วมกัน

การรักษาโรคเอดส์ได้มีการพัฒนามาตลอดมีการพัฒนายาใหม่ๆ และการใช้ยาร่วมกัน การรักษาโรคเอดส์สมัยก่อนผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตแต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนารักษาไวรัส รวมทั้งมีการใช้ยาร่วมกันทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าก่อน ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อ HIV ควรจะปรึกษาแพทย์เสียแต่เนินเพื่อวางแผนการรักษา เชื้อ HIV จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันโดยการทำลายเซลล์ CD4 เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็จะเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาส การรักษาโดยการให้ยาต้านไวรัสเป็นเพียงหยุดหรือทำให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวลดลง ทำให้โรคไม่รุกลามจนกลายเป็นเอดส์ ข้อมูลที่จะนำเสนอเป็นข้อมูลสำหรับผู้ป่วยเพื่อวางแผนการรักษา ปัจจัยข้อหนึ่งที่ทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จคือแพทย์ผู้รักษาและโรงพยาบาล ทีมงานทางการแพทย์ต้องมีคุณภาพต้องเข้าใจปัญหาที่ผู้ป่วยต้องประสบอยู่ทุกวัน ต้องวางแผนการรักษา ให้ความรู้ การป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ การป้องกันผู้อื่นมิให้ได้รับเชื้อจากตัวผู้ป่วย

ผู้ที่ติดเชื้อมักจะมีปัญหาร่วมด้วย เช่นปัญหาทางด้านจิตใจ ปัญหาเรื่องยาเสพติดปัญหาสุขภาพจิต และปัญหาสังคม ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถปรึกษากับทีมงานที่รักษา แจะต้องไว้ใจซึ่งกันและกันผู้ป่วยโรคเอดส์มีปัญหาคือเชื้อ HIV ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งสร้างโดย CD4 Cell เมื่อเชื้อมีปริมาณมาก เซลล์ CD4 Cell ก็จะต่ำ ควรเริ่มการรักษาก่อนที่ภูมิจะถูกทำลาย นอกจากดูจำนวน CD4 Cell แล้วยังต้องดู viral load คือดูปริมาณเชื้อที่อยู่ในกระแสเลือดนั้นเอง viral load มากเชื้อในร่างกายก็จะมากอวัยวะก็ถูกทำลายมากและเร็วและยังเกิดการกลายพันธ์ทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ง่าย ดังนั้นเป้าหมายการรักษาจะต้องให้ปริมาณเชื้อในร่างกายมีน้อยที่สุดการรักษาจะใช้ยาร่วมกันหลายชนิดเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา โปรดจำไว้ว่าหากเกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาอย่าหยุดยาชนิดใดชนิดหนึ่งโดยลำพัง ให้ปรึกษาแพทย์เปลี่ยนยาเพราะอาจจะทำให้เชื้อดื้อยาก่อนการรักษาผู้ป่วยต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อในหลายๆแง่มุม รวมทั้งการดำเนินของโรค การดื้อยา ผลข้างเคียงของยา ราคายา การติดเชื้อฉวยโอกาส และเมื่อตัดสินใจรักษาแล้วแพทย์จะจ่ายยาที่คิดว่าดีที่สุดเพื่อป้องกันการดื้อยา ผู้ป่วยต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักษาเพราะการขาดยาแม้เพียงมื้อใดมื้อหนึ่ง ก็จะทำให้ระดับยาในเลือดลดลงซึ่งทำให้เชื้อดื้อยาได้ ผู้ป่วยต้องปรึกษากับแพทย์ถึงราคายาเนื่องจากขณะนี้ราคายังแพงอยู่

การดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรค HIV

มวลมนุษย์ที่เกิดมาในโลกทุกคนหนีไม่พ้นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งบางโรคสามารถรักษาให้หายได้ แต่มีบางโรครักษาได้เพียงเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคมะเร็ง โรคเอดส์ เป็นต้น โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่จะต้องเผชิญตั้งแต่เริ่ม

ต้องยอมรับว่า หนึ่งในโรคติดต่อที่คนรู้จักความน่ากลัวของมันเป็นอย่างดี ก็คือ ” โรคเอดส์ ” และรู้กันดีว่า ” โรคเอดส์ ” เป็นโรคร้ายแรงที่ยังไม่มีตัวยาใดมารักษาให้หายขาดได้ อีกทั้งยังพบผู้ติดเชื้อ เอดส์ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นจึงทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเอาวันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปีเป็น วันเอดส์โลก เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายจาก โรคเอดส์ นั่นเอง

ทราบว่าตนเองมีเลือดเอชไอวีบวก และผ่านขั้นตอนที่ทราบว่าตนเองเป็นโรคเอดส์จนกระทั่งป่วยด้วยโรคเอดส์ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะผ่านประสบการณ์ที่คุกคามตามร่างกายและอารมณ์เป็นอย่างมาก ซึ่งในระยะสุดท้ายผู้ป่วยต้องเผชิญความทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น อาจหายใจไม่สะดวก มีอาการเจ็บป่วย ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้เกิดภาวะขาดสารอาหาร ภาวะไข้ ฯลฯ ภาวะที่ต้องเผชิญต่าง ๆ เหล่านี้สร้างความเศร้าโศก สูญเสีย และภาวะคุกคามต่อตนเองผู้ป่วยจะช่วยเหลือตนเองได้น้อย ต้องพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งการพึ่งพาผู้อื่นย่อมนำไปสู่ความรู้สึกไร้คุณค่าขาดความภูมิใจในตนเองยิ่งผู้ให้การพึ่งพามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากที่เคยมีความรัก กลายเป็นรังเกียจ ผู้ป่วยอาจเกิดความรู้สึกน้อยใจ เพิ่มความรู้สึกผิด รู้สึกบาป รู้สึกไร้คุณค่ามากขึ้น เช่น กลัวตาย กลัวความเจ็บปวด กลัวถูกทอดทิ้ง เป็นต้น ภาวะต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความทุกข์ทรมาน และเป็นประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความผาสุกของผู้ติดเชื้อเอดส์เป็นอย่างมาก และเมื่อความตายใกล้จะมาถึง บุคคลจะเกิดความกลัวต่อความตาย ซึ่งสัมพันธ์กับสิ่งที่ไม่รู้ เช่น อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากการตาย ชีวิตหลังการตายเป็นอย่างไร ความตายเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดหรือไม่อะไรจะเกิดขึ้นกับร่างกายหลังจากตายแล้ว